บาปกรรม !...ล้างไม่ได้ : โดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวราราม ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

 

บาปกรรม !...ล้างไม่ได้

โดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร
ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี


ชีวิตสังคมในเมืองใหญ่ยังคงต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด บางคนต้องการอำนาจหน้าที่ในทางสังคม แต่สำหรับ พระจุลนายก หรือ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร อายุ ๕๗ ปี พรรษา ๓๐ (เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗) ได้ออกค้นหาสัจธรรมชีวิตในป่าดงพงไพร บนเขาชีโอน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ด้วยการแสวงหาจากหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อนำมาสอนให้กับบุคคลที่ต้องการเรียนรู้ความเป็นไปของโลกในพระพุทธศาสนา

ในวันนี้ พระอาจารย์สุชาติ เป็นผู้ดูแลพระสงฆ์ในวัดญาณสังวรารามฯ แทน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไม่ว่าใครจะมาบวชที่วัดแห่งนี้ ท่านจะเป็นผู้ดูแล พร้อมทั้งให้แนวทางการเรียนรู้หลักธรรมกับผู้ที่สนใจ เช่นเดียวกับ นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ก็ได้มาบวชเพื่อทบทวนชีวิต ณ วัดแห่งนี้ โดยท่านจะเน้นย้ำไม่ให้พระรูปใดไปยึดติดกับวัตถุสิ่งของนอกกาย

ธรรมะข้อหนึ่งที่พระอาจารย์สุชาติมักพูดกับญาติโยมเสมอๆ ว่า “ทำบุญเท่าไรก็ไม่สามารถลบล้างบาปได้ บุญอยู่ส่วนบุญ บาปอยู่ส่วนบาป” และต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์พระอาจารย์สุชาติ แบบ “คม ชัด ลึก”

๏ ทำไมพระอาจารย์จึงบอกว่าบาปล้างไม่ได้ครับ ?

อาตมาอยากบอกว่า การทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ไหว้พระสวดมนต์ ไม่ใช่เป็นการล้างบาป บาปเป็นสิ่งที่ล้างไม่ได้ บาปที่ได้ทำไปแล้วย่อมมีผลตามมาไม่ช้าก็เร็ว การทำบุญทำทาน การรักษาศีล ไม่ใช่เป็นการชำระบาป แต่เป็นการชำระจิตใจให้สะอาดหมดจด จิตใจที่สกปรกเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ความอยากในกาม ความอยากมีอยากเป็น ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น เป็นสิ่งที่สร้างความเศร้าหมองให้กับชีวิต

๏ การทำบาปไว้มากๆ ผลที่จะตามมาเป็นอย่างไรครับ ?

ผลที่จะตามมามีอยู่ ๓ ลักษณะ คือ

๑. ผลที่ปรากฏขึ้นในใจ เมื่อทำไปแล้วก็จะเกิดความไม่สบายอกไม่สบายใจ

๒. ผลที่เกิดจากภายนอก เกิดจากบุคคลอื่นที่จะตอบแทนสิ่งที่เราทำกับเขา เราสร้างความทุกข์ สร้างความเดือดร้อนให้กับเขา ย่อมสร้างความอาฆาตพยาบาท สร้างเวรสร้างกรรมไว้ เมื่อเขามีโอกาส เขาย่อมตอบแทนบาปกรรมที่เราทำไว้กับเขา การตอบแทนนี้ อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หรือช้า ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย บางอย่างอาจจะไม่เกิดขึ้นในชาตินี้เลย แต่จะตามไปในภพหน้าชาติหน้า บาปที่เคยทำไว้แล้วในอดีต แต่ยังไม่ได้มีโอกาสแสดงผล ก็อาจจะตามมาปรากฏผลขึ้นในชาตินี้ก็เป็นได้ และ

๓. จะเป็นนิสัยไม่ดีติดตัวไป เวลาพูดโกหก ลักขโมย ฯลฯ ก็จะติดนิสัยไป ทำให้ง่ายต่อการกระทำบาปครั้งต่อไป จึงยากต่อการเลิกกระทำ เช่นเดียวกับการกระทำความดีหรือทำบุญ ก็มีผลแบบเดียวกับบาป เพียงแต่ว่าเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเป็นผลดี เวลาทำดีในใจเราก็มีความสุข เวลาทำดีต่อผู้อื่น ผู้อื่นย่อมมีความชื่นชมยินดีในตัวเรา เวลาเห็นเราเดือดร้อน มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือ เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ มันก็จะติดตัวไป ทำให้ทำความชั่วได้ยาก

๏ จริงๆ แล้วชาติหน้าหรือนรกสวรรค์มีจริงไหมครับ ?

จากที่อาตมาได้ศึกษาแล้วรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีจริง แต่บางคนที่ไม่เชื่อว่ามีจริง ก็เพราะว่าไม่ได้ศึกษาหลักธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน เมื่อคนเราทำบุญทำทานจิตใจก็เบิกบานผ่องใส มีความสุข นั่นก็เป็นสวรรค์ ส่วนคนที่ใจคิดร้ายไปฆ่าคนอื่นได้ พวกนี้ก็เหมือนกับตกนรกแล้ว แม้ตัวเราตายไปสิ่งที่เหลืออยู่คือจิตวิญญาณที่จะล่องลอยไป ถ้าทำบุญมาดีก็จะได้ไปเกิดเป็นคนหรือไม่ก็ไปเกิดเป็นเทพเทวดา ส่วนคนที่ฆ่าคน ทำบาปเป็นประจำ ก็จะต้องเกิดไปเป็นสัตว์เดียรัจฉาน หรือเป็นพวกเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก

๏ เมื่อบาปล้างไม่ได้แล้วคนเราควรทำอย่างไรกับบาปที่มีอยู่ครับ ?

เราต้องเชื่อพระพุทธเจ้า ต้องเชื่อในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้ทำแต่ความดี ละเว้นจากการกระทำชั่ว ละความอยากมีอยากเป็น จิตใจเราก็จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ถ้าอยากจะชำระก็ขอให้ชำระกิเลสตัณหาที่มีอยู่ในใจของเรา อย่าไปชำระบาป บาปนั้นชำระไม่ได้ ถ้าไม่อยากจะรับผลของบาป ก็อย่าไปทำเสียตั้งแต่วันนี้

ส่วนผลของบาปในอดีตก็จะค่อยๆ แสดงออกมาแล้วจะค่อยๆ หมดไป เหมือนกับการใช้หนี้ เรามีหนี้ ถ้าเราไม่ไปสร้างหนี้ใหม่ หนี้เก่าเราก็ทยอยใช้คืนไปเรื่อยๆ ผ่อนไปทีละเดือน เดี๋ยวหนี้เก่ามันก็หมดไปเอง เช่นเดียวกับการทำบาปทำกรรมอยู่ หนี้สินใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก เวรใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่ต้องการรับผลบาปต่อไป ก็ต้องละเว้นจากการกระทำบาป

๏ ในส่วนของการทำบุญ ทำทานมีผลต่อชีวิตคนเราอย่างไรบ้างครับ ?

เวลาที่เราทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ว่าจะทำกับใคร แล้วเขาจะเอาไปทำอะไรต่อ มันก็ยังเป็นบุญอยู่นั่นเอง เพราะบุญคือการชนะใจเรา ชนะสิ่งที่ต่ำ สิ่งที่คอยฉุดลากให้ไปสู่ความทุกข์ สู่ความไม่สบายใจ คือ ความตระหนี่ ความโลภ ความเห็นแก่ตัว เวลาที่ได้ให้ทาน แสดงว่าได้ชนะความโลภ ได้ชนะความตระหนี่ ได้ชนะความเห็นแก่ตัวแล้ว นี่แหละคือผลที่เราได้ เป็นบุญแล้ว บุญนั้นเกิดขึ้นในใจของเรา เราได้ชนะสิ่งที่ไม่ดี ได้ชำระขัดเกลาใจของเราให้สะอาดขึ้น เมื่อได้ชำระขัดเกลาสิ่งเหล่านี้ให้เบาบางลงไป ก็ทำให้ใจของเรามีความสุขมากขึ้น

๏ แล้วใจจะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของคนเราอย่างไรครับ ?

ใจของเราบางครั้งก็เสียใจ บางครั้งก็ดีใจ บางครั้งจิตใจเราก็โมโหด้วยอารมณ์โกรธ นั่นแสดงว่าใจของเราไม่ยอมหยุด ใจเรามันก็เหมือนกับรถที่ไม่ยอมเบรก ดังนั้น ถ้าเรารู้จักการฝึกใจให้รู้จักหยุด ในทางพระพุทธศาสนา จึงถือใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลอบรม เพราะว่าใจที่ได้รับการอบรมดีแล้ว จะนำความสุขมาให้ แต่ใจที่ไม่ได้รับการอบรม ก็จะนำมาแต่ความทุกข์ ความวุ่นวายใจ เพราะใจเปรียบเหมือนกับเด็กๆ เวลาเกิดมาใหม่ๆ ต้องให้พ่อแม่คอยอบรมสั่งสอน เพราะยังไม่รู้เรื่องผิดถูกดีชั่ว ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร เมื่อคนเราไม่ได้เข้าวัด ฟังเทศน์ ฟังธรรม ก็จะทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปตามความอยากของตน


พระจุลนายก (พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)


๏ นอกจากการทำบุญให้จิตใจสบายแล้วอย่างอื่นที่ชาวพุทธควรทำคืออะไรครับ ?

อาตมาคิดว่าการทำบุญไม่ควรทำเพียงแต่ให้ทานอย่างเดียว ควรทำอย่างอื่นด้วย เช่น ควรรักษาศีล มีความกตัญญูกตเวที ขยันหมั่นเพียร มีสัมมาคารวะ ฟังเทศน์ ฟังธรรม

ปฏิบัติธรรม ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งทำสมาธิ เจริญปัญญา เจริญวิปัสสนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นว่าสภาวธรรมต่างๆ สิ่งต่างๆ ที่มาเกี่ยวข้องกับชีวิตจิตใจของเรานั้น ล้วนเป็นของไม่เที่ยงทั้งสิ้น

มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วต้องดับไป มีการมาและมีการไปเป็นธรรมดา แม้กระทั่งร่างกายของเรา ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน มีการเกิดขึ้น ก็ต้องมีการแก่ มีการเจ็บไข้ได้ป่วย มีการตายไปในที่สุด แต่ใจผู้รู้เรื่องเหล่านี้ ไม่ต้องไปตกใจ เพราะใจเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ส่วนกายก็ประกอบขึ้นจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มารวมตัวกัน ในที่สุดก็ต้องแยกสลายจากกัน

๏ ทำไมพระอาจารย์ถึงได้ตัดสินใจบวชไม่สึกครับ ?

อาตมาสนใจธรรมะมาตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่โรงเรียนแอดเวนติสต์ (Adventist Ekamai School) เอกมัย กรุงเทพฯ เมื่อเรียนจบเกรด ๑๒ (ม. ๖) ก็ได้ไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมฯ ที่มหาวิทยาลัยในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบ กลับมายังเมืองไทย ได้ทำงานเป็นผู้จัดการร้านขายไอศกรีมอยู่ระยะหนึ่ง กระทั่งคิดว่าหนทางสงบที่แท้จริงก็คือการบวช ครั้งนั้นตัดสินใจบวชเมื่ออายุได้ ๒๗ ปี (พ.ศ. ๒๕๑๘) ณ วัดบวรนิเวศฯ โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระอุปัชฌาย์

โยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านคงเข้าใจว่าเป็นการตัดสินใจของอาตมาเอง จากนั้นก็ได้ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นเวลา ๙ ปี หลังจากนั้นก็กลับมาจำพรรษาที่วัดโพธิสัมพันธ์ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อยู่อีก ๑ ปี ก่อนจะเดินทางมาจำพรรษาที่วัดญาณสังวรารามฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบัน และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในการดูแลการปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ รวมทั้ง การรักษาพื้นที่ของวัดทั้งหมด

๏ ด้วยเหตุใดพระสงฆ์ที่วัดถึงเคร่งครัดในเรื่องของพระวินัยสงฆ์ครับ ?

ปัจจุบันเราจะเห็นว่า คนที่มีทุกข์ก็จะเข้าหาวัดเป็นที่พึ่ง ที่วัดจะมีผู้หญิงมานุ่งขาวห่มขาว มาถือศีลเป็นระยะเวลา ๕ วัน ๗ วัน อาตมาคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยวัดก็ยังเป็นที่พึ่งทางใจให้กับญาติโยม ส่วนที่ทางวัดมีกฎระเบียบเคร่งครัดต่อพระวินัยสงฆ์ ก็เพื่อเป็นการฝึกให้ลดละในเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง ต่างๆ แม้กระทั่งการฉันอาหารเมื่อบิณฑบาตมาแล้ว พอเวลาฉันก็ต้องให้เทอาหารทุกอย่างรวมกันในบาตร เพื่อเป็นการฝึกไม่ให้ยึดติดในเรื่องของรสชาติของอาหารทั้งปวง

พระที่มาบวชในวัดจะต้องตื่นทำวัตรด้วยการนั่งสมาธิตั้งแต่ตี ๔ จนถึงตี ๕ ก็จะเป็นเวลาร่วมกันไหว้พระสวดมนต์ แล้วก็ออกบิณฑบาต หลังจากฉันอาหารเสร็จก็จะอนุโมทนาให้พร บ่ายๆ ก็ให้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม เมื่อถึงตอนเย็นก็สรงน้ำเตรียมลงไปทำวัตรเย็น จนกระทั่งถึง ๑ ทุ่มครึ่ง ก็แยกย้ายกลับกุฏิปฏิบัติธรรมหรือพักผ่อนตามอัธยาศัย ประมาณตี ๔ ก็เริ่มปฏิบัติกิจต่อไป

๏ พระอาจารย์หากประชาชนอยากฝึกปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง จะต้องเริ่มอย่างไรครับ ?

สิ่งแรกที่ควรกระทำคือ การกำหนดบริกรรมคำว่า พุทโธๆๆ หรือกำหนดลมหายใจเข้าออกโดยมีสติควบคุมจิต ไม่ให้จิตลอยไปที่อื่น ให้รู้อยู่กับงานที่จิตกำลังทำอยู่ แล้วจิตก็จะค่อยๆ สงบตัวลงเข้าสู่ความสงบ เมื่อสงบแล้วจิตก็สบาย มีความสุข มีความอิ่ม มีความปีติ เป็นความสุขที่มหัศจรรย์ เป็นความสุขที่เลิศกว่าความสุขทั้งหลาย ที่เราเคยได้สัมผัสกัน ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากการเที่ยวเตร่ จากการรับประทานอาหารอันเลิศหรู หรือมีความสุขกับเพื่อนๆ เมื่อเทียบกับความสุขที่เกิดจากความสงบสุขของจิตใจแล้ว ไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกันได้

พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า ไม่มีความสุขอันใดในโลกนี้ จะเสมอเท่ากับความสุขอันเกิดจากความสงบของใจ คือความสุขที่เกิดจากการไหว้พระสวดมนต์ นั่งทำสมาธิ จนกระทั่งจิตนิ่ง ไม่คิด ไม่ปรุงอะไร จะนิ่งอยู่ได้นานสักแค่ไหนก็สุดแท้แต่เหตุปัจจัยคือ การปฏิบัติของจิตแต่ละดวง หลังจากที่จิตออกจากความสงบแล้ว ท่านทรงสอนให้เจริญวิปัสสนา เจริญปัญญาเป็นลำดับต่อไป คือ พิจารณาให้เห็นสภาพความเป็นจริงของ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ ข้าวของ เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุขทั้งหลาย รวมทั้งบุคคลรอบข้างที่เราเกี่ยวข้อง ที่มีการเจริญขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องดับไปเป็นเรื่องธรรมดา

๏ มาถึงวันนี้สัจธรรมชีวิตที่แท้จริงของคนเราคืออะไรครับ ?

สัจธรรมความจริงนั้น ได้แสดงไว้แล้วโดยพระพุทธเจ้าว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ใจเกิดจากความพอต่างหาก เกิดจากใจที่ชนะความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดจากใจที่ชนะกิเลสตัณหาความอยากทั้งหลาย นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง ใจของเราเวลาไม่อยาก ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงแล้ว ใจเราสบาย อย่างในขณะนี้เรานั่งอยู่ที่นี่ เรามีความรู้สึกสบายใจ เพราะขณะนี้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่แสดงตัวขึ้นมา ความอยากไม่ได้แสดงตัวขึ้นมา เราจึงอยู่เป็นสุข

๏ พระอาจารย์มีหลักธรรมอะไรถึงผู้อ่านบ้างครับ ?

ไม่ว่าจะทำอะไรต้องมี ทาน ศีล ภาวนา สมาธิ ปัญญา วิมุตติหลุดพ้น ธรรมเหล่านี้ล้วนต้องมีสติเป็นผู้นำ จึงไม่มีธรรมอันใดที่จะมีความสำคัญเท่ากับสติ ถ้าไม่มีสติแล้ว จะทำอะไรอย่างอื่นย่อมเป็นไปไม่ได้ อย่างคนที่เสียสติ ถ้าไม่รู้จักผิดถูกดีชั่ว ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ คนที่ไม่มีสติที่เราเรียกว่า คนบ้า ก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้อื่น ของคนที่มี

สติ ต้องคอยเลี้ยงเขา ต้องอาบน้ำให้เขา ต้องดูแลเขาเหมือนเป็นเด็กทารก เพราะเขาไม่มีสติ ไม่มีความสามารถที่จะทำอะไรด้วยตนเอง

ถ้าปราศจากสติแล้ว ย่อมไม่สามารถเจริญคุณธรรมความดีทั้งหลายได้ จึงควรให้ความสำคัญกับสติ ควรเจริญสติอยู่ทุกเมื่อทุกกรณี ดังในพระบาลีที่ทรงแสดงไว้ว่า สติมีความสำคัญในทุกกรณี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะคิดก็ดี จะพูดก็ดี จะทำอะไรก็ดี ล้วนต้องมีสติเป็นผู้กำกับ เป็นผู้ดูแล เป็นผู้นำ ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะทำอะไรไปในทิศทางไม่ดี อย่างเวลาที่เสพสุรายาเมา ก็จะขาดสติ ไม่มีสติควบคุม ความคิด การพูด การกระทำ ดังนั้น ถ้าต้องการความสุข ความเจริญ ก็ต้องเจริญสติอย่างสม่ำเสมอ และควรฝึกอย่างต่อเนื่อง


พระพุทธคยาเจดีย์ วัดญาณสังวราราม


ประวัติวัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร

วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ โดย นายแพทย์ขจร และคุณหญิงนิธิวดี อันตระการ พร้อมด้วยบุตรธิดา มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินจำนวน ๑๐๐ ไร่ ๑ งาน ๙๒ ตารางวา แด่สมเด็จพระญาณสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร (ปัจจุบันทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ถึงปัจจุบัน) เพื่อสร้างวัดในพระพุทธศาสนา และปรารถนาให้มีนามตามทินนามสมณศักดิ์ของสมเด็จฯ วัดนี้จึงมีชื่อว่า “วัดญาณสังวราราม”

ระยะแรกวัดนี้มีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ และได้รับอนุญาตให้เป็นวัดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓ และรับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ รับไว้เป็นวัดในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดญาณสังวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ปัจจุบันอาณาเขตของวัดมีพื้นที่จำนวน ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา นอกจากนี้ยังมีเนื้อที่ในเขตโครงการพระราชดำริประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่เศษที่ติดต่อกับอาณาเขตวัด

วัดญาณสังวรารามฯ อาจถือเป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากคณะผู้สร้างวัดได้พร้อมใจกันสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ผู้ศรัทธาสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วัดญาณสังวรารามฯ บ้านห้วยใหญ่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ๒๐๑๕๐ โทร. ๐-๓๘๒๓-๗๕๐๖, ๐-๓๘๒๓-๕๒๔๕ หรือ ๐-๓๘๒๓-๕๒๔๗



..................................................................

หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2547

ผู้ส่ง : ศิษย์กรุงเทพฯ
[27.5.2551 | 21:39]

 




 
1  

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต ได้ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นเวลา ๙ ปี หลังจากนั้นก็กลับมาจำพรรษาที่วัดโพธิสัมพันธ์ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อยู่อีก ๑ ปี ก่อนจะเดินทางมาจำพรรษาที่วัดญาณสังวรารามฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบัน และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในการดูแลการปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ รวมทั้ง การรักษาพื้นที่ของวัดทั้งหมด

.........................................................

เมื่อเดือนเมษายน 2551

ครั้งหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เดินทางมาพำนักที่สวนแสงธรรม พุทธมณฑลสาย กรุงเทพฯ
หลวงตาท่านได้เดินทางไปพบท่านพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

หลวงตาท่านได้สนทนาธรรมกับท่านพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต เรื่องจิตว่าง

จากนั้น...คณะศิษยานุศิษย์ต่างพากัน สาธุ สาธุ สาธุ

ผู้ตอบ :  ศิษย์กรุงเทพฯ [3.6.2551 | 09:58]

 

 
2  

ขอเสริมหรือเพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆนะครับ จากหนังสือชีวประวัติพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโท พรรษาที่ ๔๑-๔๒ ( พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๒๑ ) จำพรรษาที่ วัดญาณสังวราราม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี สมเด็จพระญาณสังวรนิมนต์พระอาจารย์เจี๊ยะเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณฯ

จากสมุดบันทึกประวัติพระอาจารย์เจี๊ยะ...
หลังจากพระอาจารย์เจี๊ยะบอกลาพวกพระที่วัดเขาแก้วไปจำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพลอันเป็นพรรษาที่ ๔๐ เมื่อปวารณาออกพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพลแล้ว อาการอาพาธของหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ดีขึ้นบ้าง ท่านจึงเดินทางกลับมาทีวัดอโศการาม เพราะพวกพระที่อาสาติดตามไปอยู่วัดเขาแก้วในตอนแรกก็กลับมาที่วัดอโศการามกันก่อนแล้วท่านจึงไม่ต้องห่วงอะไรที่วัดเขาแก้ว ท่านจึงอยู่เจริญภาวนาวิหารธรรม อบรมสั่งสอนภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาผู้ใส่ใจในธรรมที่วัดอโศการามนี้ ให้เขาประจักษ์ใจในพระธรรมว่า"เราทุกคนเกิดมา ถูกความเกิดแก่ เจ็บ ตาย ความโศก ความเศร้า ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ครอบงำให้ทราบว่า เราทุกคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์ปรากฏอยู่ในเบื้องหน้าเป็นฉากๆเหมือนกำลังเดินฝ่าดงหนาม ให้พากันพิจารณาขึ้นมาในใจว่า"ทำอย่างไร เราจึงจะกำจัดดงหนาม คือทุกข์เหล่านี้ให้สูญสิ้นไปได้" เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วจงพากันบริกรรมภาวนา พุธโธๆๆๆๆ ให้เร็วๆๆ จนจิตนี้มีหลักคือความสงบเป็นพื้นฐาน แล้วมาพิจารณาขันธ์ห้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เพราะถ้าผู้ภาวนามัวเข้าแต่สมาธิอย่างเดียว จิตจะติดอยู่ในสมาธิ

เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะพักอยู่ที่วัดอโศการามได้ระยะหนึ่ง ประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๑๙ สมเด็จพระญาณสังวร(เจริญ สุวฑฺฒโน)วัดบวรฯ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชมานิมนต์ให้ท่านไปอยู่เป็นเจ้าอาวาสที่วัดญาณสังวราราม เพราะสมเด็จฯท่านต้องการให้มีพระกรรมฐาน สมเด็จฯท่านปรารภว่าไว้อย่างนั้น...(ที่นึกขึ้นได้ถึงวัดญาณฯก็เพราะช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือชีวประวัติ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง ฉบับสมบูรณ์ความหนา ๓๕๑ หน้า ก็เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ)

ผู้ตอบ :  tudtu [6.6.2551 | 22:09]

 

 
3  

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

ผู้ตอบ :  กนกพร เอื้อกิจ [18.6.2551 | 15:42]

 

 
4  

อนุโมทนากับทีมงานที่นำคำสอนมาให้อ่านค่ะ

ผู้ตอบ :  พรนิภา [17.8.2551 | 21:29]

 

 
5  

อนุโมทนากับผู้ที่ได้อ่านและผู้จัดทำทุกๆคนนะค่ะ
สาธุ สาธุ สาธุ

ผู้ตอบ :  สกานต์ [1.8.2552 | 02:23]

 

 
6  

สาธุ สาธุ เป็นบุญเหลือเกินที่ได้มาอ่านหน้านี้

ผู้ตอบ :  สระบุร [7.8.2555 | 15:46]

 

 
7  

ร่วมอนุโมทนาบุญกับพระอาจารย์และเหล่ากัลยามิตร ญาติธรรมทั้งหลายในทุกสถานที่ทุกท่านได้สร้างบุญสร้างกุศลเป็นบุญจริงๆที่ได้เปิดมาเจอการแสดงธรรมของพระอาจรย์ สาธุ สาธุ สาธุ

ผู้ตอบ :  ปฏิมา [18.4.2557 | 09:10]

 


 
หมายเหตุ : สมัครเป็นสมาชิก จึงจะทำการโพสต์รูปภาพได้ ด้วยการ login เข้าสู่ระบบ

-:- ข้อตกลงการใช้กระดานวัดป่ากรรมฐาน -:-

1. ผู้ใช้กระดานสนทนาต้องสมัครเป็นสมาชิก และผ่านการตรวจสอบใบสมัครสมาชิกเสียก่อน จึงจะแสดงความคิดเห็นได้อิสระ
2. หากผู้แสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นสมาชิก ข้อความจะยังไม่ปรากฏทันที ต้องผ่านการตรวจสอบจากทีมงานก่อนนำขึ้นแสดง
3. สมาชิกต้อง login เข้าระบบก่อนตั้งกระทู้หรือแสดงความคิดเห็น ข้อความจะถูกส่งขึ้นระบบโดยอัตโนมัติ เพื่อการแลกเปลี่ยนโดยอิสระ
4. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
5. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
6. ทีมงานวัดป่าขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น หรือระงับการเป็นสมาชิก โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
 

           
  ข้อความ :   *
ชื่อผู้ตอบ :   *  




 

* ข้อมูลที่จำเป็นต้องกรอก